กฏระเบียบสมาคม

กฎ ข้อบังคับ
สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ปี 2558

หมวดที่ 1 ความทั่วไป

ข้อ 1. สมาคมนี้มีชื่อว่า สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ย่อว่า สสวทและเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Association for the Promotion of Thai Small and Medium Entrepreneurs” ย่อว่า “ATSME”

ข้อ 2. เครื่องหมายของสมาคมฯ มีรูปผู้ประกอบการวิสาหกิจเป็นสีธงชาติไทย แดง ขาว น้ำเงิน ล้อมรอบวงกลมสีน้ำเงิน ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมสีน้ำเงินอยู่ภายใน ด้านล่างมีตัวอักษรสีน้ำเงิน ATSME

รูปเครื่องหมายสมาคม ฯ

ข้อ 3. สำนักงานของสมาคมฯ ตั้งอยู่ ณ ชั้น 4 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถ.พระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ10400 โดยมีเครือข่ายของสมาคมฯ จังหวัดต่างๆ ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นๆ

ข้อ 4. บทนิยาม

4.1 สมาคมฯ หมายความว่า สมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

4.2 ผู้ประกอบการ หมายความว่า ผู้ประกอบการการวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม

4.3 คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการสมาคมฯ ( กส )

4.4 คณะกรรมการบริหาร หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสำนักงานสมาคมฯ ( กบ )

4.5 ผู้จัดการ หมายความว่า เป็นเจ้าหน้าที่ ตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานสมาคมฯ

4.6 เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ที่มีเงินเดือนประจำ เป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานสมาคมฯ และไม่ใช่ คณะกรรมการหรือ คณะกรรมการบริหาร

ข้อ 5. วัตถุประสงค์ของสมาคมฯ เพื่อ

5.1 เป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ประกอบการประเภทต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ทั้งระดับประเทศและต่างประเทศอันจะเป็นประโยชน์ต่อการประกอบการ

5.2 เป็นสื่อกลางของผู้ประกอบการในการประสานนโยบาย และดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

5.3 ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกมีศักยภาพในการประกอบการสามารถพัฒนา และขยายธุรกิจให้ก้าวหน้า

5.4 ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆ ให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป

5.5 ให้คำปรึกษา แนะนำ วิจัย อบรมและดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือ ผู้ประกอบการ

5.6 ให้การรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานสินค้า ตลอดจนการแสดงจำนวน ปริมาณ น้ำหนัก บนหีบห่อ หรือภาชนะที่ใช้บรรจุ แก่สมาชิก

หมวดที่ 2 สมาชิก

ข้อ 6. สมาชิกของสมาคมฯ มี 3 ประเภท คือ

6.1 สมาชิกวิสามัญ ได้แก่

6.1.1 ผู้ประกอบการ ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และหรือ สมาคมฯ

6.1.2 ผู้ประกอบการ ที่ได้แสดงความจำนงขอสมัครเข้าเป็นสมาชิก และได้รับการรับรองจากสมาชิกสามัญ จำนวน 1 คน

6.2 สมาชิกสามัญ ได้แก่ สมาชิกในข้อ 6.1 ที่ได้ชำระค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมฯ รายปี

6.3 สมาชิกสมทบ ได้แก่ผู้ที่สนใจทั่วไปที่แสดงความจำนงขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฯ

6.4 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ ผู้มีอุปการคุณแก่สมาคมฯ ซึ่งคณะกรรมการบริหารลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมฯ

ข้อ 7. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

7.1 เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ

7.2 ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ

7.3 ไม่เป็นผู้วิกลจริต

7.4 ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็นฐานลหุโทษ หรือความผิดอันเกิดจากความประมาท การต้องคำพิพากษาศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ เท่านั้น

ข้อ 8. ให้ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกยื่นใบสมัครตามแบบที่สมาคมฯ กำหนดต่อนายทะเบียน พร้อมหลักฐานที่ได้ระบุไว้ในใบสมัคร โดยมีสมาชิกสามัญรายหนึ่งเป็นผู้รับรองว่าผู้สมัครมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับของสมาคมฯ

ข้อ 9. เมื่อนายทะเบียนได้รับใบสมัครแล้วให้ตรวจสอบหลักฐานการสมัคร คุณสมบัติผู้สมัคร พร้อมใบรับรองผู้สมัคร แล้วแจ้งให้คณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

ข้อ 10. เมื่อคณะกรรมการบริหาร มีมติรับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ให้นายทะเบียน แจ้งไปยังผู้สมัคร เพื่อนำเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ มาชำระภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินภายในกำหนด ดังกล่าว ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก

ข้อ 11. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการบริหารได้พิจารณา ลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้มาถึงยังสมาคมฯ และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี นับแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญได้มาถึงยังสมาคมฯ แล้ว

ข้อ 12. ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมฯ

ให้คณะกรรมการบริหาร ออกระเบียบกำหนดค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงไม่เกินอัตราที่กำหนด ดังนี้

12.1 สมาชิกสามัญไม่เสียค่าลงทะเบียนแต่เสียค่าบำรุง สมาคมฯ รายปี ปีละ 1,000 บาท แต่ต้องชำระค่าบำรุงสมาคมฯ เป็นรายปี ปีละ 100 บาท โดยให้ชำระครั้งละ 500 บาท

12.2 สมาชิกสมทบ เสียค่าลงทะเบียนครั้งเดียว 2,000 บาทและค่าบำรุงสมาคมฯรายปี ปีละ 1,000 บาท

12.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคมฯ แต่อย่างใด

ค่าบำรุงสมาคมฯ รายปี ให้ประธานฯ สมาคมจังหวัดหรือสมาชิก เครือข่าย เป็นผู้จัดเก็บ รวบรวมส่งให้สมาคมฯ ภายใน 31 ธันวาคม ของทุกปี

ข้อ 13. สมาชิกภาพ ของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้

13.1 ตาย

13.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหาร(กบ)และหรือคณะกรรม การ (กส) แล้วแต่กรณี โดยให้ถือว่าขาดสมาชิกภาพนับแต่วันที่ยื่นหนังสือลาออก

13.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิก ตามข้อ 7

13.4 ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมฯได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียหรือเสียหายมาสู่สมาคมฯ

13.5 ขาดการชำระค่าบำรุงสมาคมฯ รายปีให้ถือว่าขาดสมาชิกภาพทันที

ข้อ 14. สมาชิกมีสิทธิ

          14.1 สมาชิกวิสามัญ, สมาชิกสมทบ และสมาชิกกิตติมศักดิ์

14.1.1 มีสิทธิ ได้รับความ ช่วยเหลือ ส่งเสริม และสนับสนุนในการประกอบการภายใต้ระเบียบและข้อบังคับ ของสมาคมฯ

14.1.2 มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมฯ โดยเท่าเทียมกันภายใต้ขอบเขตอันสมควร

14.1.3 มีสิทธิที่จะเสนอความคิดเห็นหรือให้คำแนะนำต่อสมาคมฯหรือคณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหาร ในเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจการ และการปฏิบัติงานในหน้าที่ของสมาคมฯ เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของสมาคมฯ

14.1.4 มีสิทธิเข้าร่วมรับฟังการประชุมใหญ่ของสมาคมฯ แต่ไม่มีสิทธิอภิปราย แสดงความคิดเห็น หรือลงมติแต่อย่างใด

14.2 สมาชิกสามัญ

14.2.1 มีสิทธิตามข้อ 14.1.1 ถึง 14.1.3

14.2.2 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมอภิปรายซักถามและแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ่ของสมาคมฯ

14.2.3 มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญ่คนละ 1 คะแนนเสียง ทั้งนี้ จะต้องเป็นสมาชิกสามัญ โดยสมบูรณ์แล้ว ก่อน วันประชุมใหญ่อย่างน้อย 30 วัน

14.2.4 มีสิทธิได้รับเลือกตั้งหรือได้รับการแต่งตั้ง เป็นกรรมการบริหาร หรือ กรรมการสมาคม ทั้งนี้ จะต้องเป็นสมาชิกสามัญ โดยสมบูรณ์แล้ว ก่อนได้รับการเลือกตั้ง อย่างน้อย 30 วัน

14.2.5 มีสิทธิเสนอชื่อผู้สมัคร และได้รับเลือกตั้ง เป็นคณะกรรมการ หรือคณะกรรมการบริหาร

14.2.6 มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ คณะทำงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือผู้แทนสมาคมฯ ที่ดำเนินกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างของสมาคมฯ ตามที่คณะกรรมการ หรือคณะกรรมการบริหาร จะมอบหมาย

14.2.7 มีสิทธิเข้าร่วมกันอย่างน้อย 1ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสามัญ ทั้งหมด หรือจำนวนสมาชิกสามัญ ไม่น้อยกว่า 100 คน ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการสมาคมหรือคณะกรรมการบริหาร ให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้ โดยต้องระบุวัตถุประสงค์ที่ขอให้เรียกประชุมด้วย

14.2.8 มีสิทธิขอตรวจสอบทะเบียนสมาชิก บัญชีรับจ่าย บัญชีงบดุล หรือจะขอทราบเรื่องใดๆ เกี่ยวกับงานในตำแหน่งหน้าที่ของคณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหาร หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯโดยยื่นข้อซักถามต่อคณะกรรมการหรือคณะกรรมการบริหารโดย คณะกรรมการดังกล่าว จะต้องตอบภาย ใน 30 วัน

สมาชิกสมทบ ไม่ชำระค่าบำรุงสมาคมฯ เป็นรายปี  ตามข้อ 12.2 ให้ถือว่าสิ้นสภาพการเป็นสมาชิกทันที

ข้อ 15. สมาชิกมีหน้าที่

15.1 ปฏิบัติตามข้อบังคับ และระเบียบของสมาคมฯ โดยเคร่งครัด

15.2 ชำระค่าบำรุง หรือบริการตามระเบียบ ข้อบังคับ ของสมาคมฯ

15.3 รักษาชื่อเสียง และเกียรติของสมาคมฯ

15.4 รักษาความสามัคคีระหว่างสมาชิกด้วยกัน

15.5 ไม่กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อสมาคมฯ ยกเว้น เป็นการกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสามาคมฯ และหรือ กระทำตามข้อ 15.3

15.6 ให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคมฯ

หมวดที่ 3 การดำเนินกิจการสมาคม ฯ

ข้อ 16. ให้มีคณะกรรมการ (สมาชิกสามัญ) กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ การบริหารกิจการสมาคมฯของคณะกรรมการบริหารตามที่กำหนดในข้อบังคับมีจำนวนไม่เกิน 11 คนแต่ไม่น้อยกว่า 7 คน โดยได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญ

ห้าม คณะกรรมการ (กส) ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหาร (กบ)

คณะกรรมการ ประกอบด้วย ประธาน รองประธาน เลขาธิการ และกรรมการตำแหน่งอื่นๆ รวมแล้วไม่เกิน ตามวรรคแรก

ให้คณะกรรมการเลือกกันเอง ในตำแหน่งประธานฯ รองประธานฯ และเลขาธิการ ในการประชุมคณะกรรมการนัดแรก

ข้อ 17. ให้มีคณะกรรมการบริหาร (กบ) คณะหนึ่ง ทำหน้าที่ บริหารสมาคมฯ ตามที่กำหนดในระเบียบและหรือข้อบังคับ มีจำนวนไม่เกิน 19 คน (ซึ่งจะต้องมาจากสมาชิกสามัญ) โดยนายกสมาคมฯ เป็นผู้แต่งตั้ง และให้นายกสมาคมฯ มาจากการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่สามัญ

คณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยนายกสมาคมฯ อุปนายกฯ เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน ปฏิคม ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายสาร สนเทศ และกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ไม่เกินตามวรรคแรก

คณะกรรมการบริหาร มีหน้าที่ ตามตำแหน่งต่างๆ มีดังนี้

17.1 นายกสมาคมฯ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคมฯ เป็นผู้แทนสมาคมฯในการติดต่อกับบุคคลภายนอก สามารถทำนิติกรรมใดๆ ( ตามมติคณะกรรมการบริหาร ) กับบุคคลภายนอกในนามของสมาคมฯ ได้ และทำหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุมใหญ่ และคณะกรรมการบริหาร ของสมาคมฯ

17.2 อุปนายก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย หรือตัวแทน นายกสมาคมฯ ในการบริหารกิจการสมาคมฯ ตามที่ได้รับมอบหมาย

17.3 เลขาธิการ ทำหน้าที่ เกี่ยวกับงานธุรการทั้งหมด ของสำนักงานสมาคมฯ เป็น หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติกิจการต่างๆ ตาม คำสั่งนายกสมาคมฯ และตามมติคณะกรรมการบริหาร

โดยจะต้องเก็บเอกสาร หลักฐานต่างๆ (หนังสือเชิญประชุม วาระการประชุม ใบเข้าประชุม รายงานการประชุม) และอื่นๆ ในรูปของเอกสาร และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจสอบ ณ สำนักงานสมาคมฯ

17.4 เหรัญญิก ทำหน้าที่ เกี่ยวกับ การเงินทั้งหมดของสมาคมฯ เป็นผู้จัดทำ บัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ในการรับ และการจ่ายทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายกสมาคมฯ ร่วมกับเหรัญญิก พร้อมประทับตราของสมาคมฯทุกครั้ง โดยต้องปิดงบการเงิน เสนอในการประชุม ต่อคณะกรรมการบริหาร ทุกครั้ง

ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี เหรัญญิก จะต้องดำเนินการตามวรรคหนึ่ง แล้วส่งให้ผู้สอบบัญชีอย่างช้า ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี และติดตามให้ผู้สอบบัญชีจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันประชุมใหญ่สามัญประจำปีอย่างน้อย 30 วัน

โดยจะต้องเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ในรูปเอกสารและข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจสอบ

17.5 ปฏิคม ทำหน้าที่ต้อนรับแขก เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ประชุมการต่างๆ ของ สมาคมฯ

17.6 นายทะเบียน ทำหน้าที่เกี่ยว กับฐานข้อมูลสมาชิกทั้งหมด ของสมาคมฯ ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมฯ จากสมาชิก และรณรงค์เพิ่มจำนวนสมาชิก

17.7 ประชาสัมพันธ์ ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร กิจการ และชื่อเสียงเของสมาคมฯ ให้สมาชิก หรือ บุคคลทั่วไป ให้เป็นที่รู้จัก

17.8 ฝ่ายกฎหมาย ทำหน้าที่ ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือ ด้านกฎหมายแก่สมาชิก ดูแลด้าน นิติกรรมสัญญา ที่สมาคมฯ ต้องกระทำกับบุคคลภายนอก ดูแล การบริหารกิจการ ของสมาคมฯ ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย และข้อบังคับ ฉบับนี้

17.9 ฝ่ายสารสนเทศ ทำหน้าที่ จัดหา และพัฒนาเครื่องมือสารสนเทศ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อสนับสนุน การดำเนินกิจการของสมาคมฯในทุกด้าน

ข้อ 18. ให้มีผู้จัดการสำนักงานสมาคมฯ 1 คน เป็นเจ้าหน้าที่ บริหารงานธุรการของสำนักงาน ภายใต้การควบคุมของเลขาธิการ ตามคำสั่งของนายกฯและหรือ ตามมติคณะกรรมการบริหาร

ข้อ 19. คณะกรรมการและคณะกรรมการบริหาร ของสมาคมฯ สามารถดำรงตำแหน่งได้วาระละ 2 ปี นับแต่ เดือนเมษายน ของปีที่มีการเลือกตั้ง แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน วาระแรก ปี 2555-2556 ( 1 เมษายน 2555 – 31 มีนาคม 2557 )

เมื่อครบวาระ ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะ กรรมการบริหารชุดเก่า หรือคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ จะต้องดำเนินการไปจดทะเบียนคณะกรรมการ บริหารชุดใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้ง ในระหว่างที่ยังมิได้รับการจดทะเบียนให้คณะกรรมการบริหารชุดเก่า ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ( ห้ามดำเนินการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภารผูกพันกันสมาคมฯ และเบิกจ่ายเงินทั้งหมด เว้นแต่ เงินค่าใช้จ่ายประจำหรือที่จำเป็นของสมาคมฯ) ไปก่อน จนกว่าคณะกรรมการบริหารชุดใหม่จะได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ให้ทำการส่งมอบงาน ระหว่างคณะกรรมการและหรือคณะกรรมการบริหาร ชุดเก่า กับ ชุดใหม่ ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียน

ข้อ 20. สำหรับในปีที่มีการเลือกตั้ง ให้ที่ประชุมใหญ่ แต่งตั้งคณะกรรมการ (สมาชิกสามัญ) สรรหา และจัดการเลือกตั้ง ไม่เกินเดือนตุลาคม ก่อนปีที่มีการเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน (มิได้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการและหรือคณะกรรมการบริการตามข้อ 19) โดยให้ดำเนินการเลือกประธานฯ กันเอง ให้ประธานคณะกรรมการสรรหาฯ และจัดการเลือกตั้ง มีอำนาจ ออกคำสั่ง แต่งตั้ง คณะทำงาน เพื่อช่วยงานเลือกตั้ง และอื่นๆ ตาม ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งสมาคมฯ” (ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับฉบับนี้) หาก กรรมการสรรหาฯ ลาออก (แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ ) ให้คณะกรรมการสรรหาฯ เท่าที่เหลือ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ข้อ 21. คณะกรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้

21.1 ตาย

21.2 ลาออก

21.3 ขาดคุณสมบัติ ตามข้อ 7

21.4 ขาดการประชุมคณะกรรมการ สามครั้งติดต่อกัน โดยมิได้ลาการประชุม เว้นแต่คณะกรรมการ จะลงมติให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

21.5 ที่ประชุมใหญ่มีมติให้ออกด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่มาประชุม

ข้อ 22. กรรมการ (กส) ที่จะประสงค์จะลาออก ให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษร ต่อคณะกรรม การและให้พ้นจากตำแหน่ง นับแต่วันที่ยื่นหนังสือลาออก

เมื่อกรรมการ (กส) ต้องพ้นจากตำแหน่งตามข้อ 21 ให้ประธานคณะกรรมการ จัดการเลือกตั้งกรรมการที่ขาด ในคราวแรกของการประชุมใหญ่ นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง โดยให้มีจำนวน ตามข้อ 16 วรรค แรก และจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระที่เหลือของผู้ที่ตนแทน

ในระหว่างที่รอการเลือกตั้งตามวรรคสอง ให้คณะกรรการเท่าที่มีอยู่ (ทั้งหมด) ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ข้อ 23. นายกสมาคมฯ อาจพ้นจากตำแหน่งซึ่งมิได้เป็นการออกตามวาระ ให้นำความตามข้อ 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้คณะกรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่งทันที เว้นแต่การลาออกให้พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่มีหนังสือลาออก

คณะกรรมการ จะต้องเรียกประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง นายกสมาคมฯ คนใหม่ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่นายกสมาคมฯ พ้นจากตำแหน่ง ตามวรรคหนึ่ง และจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระที่เหลือของผู้ที่ตนแทน

ข้อ 24. กรรมการบริหาร อาจพ้นจากตำแหน่งซึ่งมิได้เป็นการออกตามวาระ ให้นำความตามข้อ 21 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

เมื่อกรรมการต้องพ้นจากตำแหน่งตามวรรคแรก หรืออื่นๆ แล้วแต่กรณี ให้นายกสมาคมฯ แต่งตั้ง ตามข้อ 17 วรรคหนึ่ง และจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระที่เหลือของผู้ที่ตนแทน

ข้อ 25. คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการ จะต้องไม่แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยมิชอบด้วยกฎข้อบังคับ หรือกฎหมายสำหรับตนเอง หรือผู้อื่น จากสมาคมฯ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม

ข้อ 26. อำนาจ และหน้าที่ ของคณะกรรมการบริหาร

26.1 มีอำนาจ ออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่ขัดกับข้อบังคับฉบับนี้

26.2 มีอำนาจ แต่งตั้ง และถอดถอน เจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ

26.3 มีอำนาจ แต่งตั้ง ที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการ หรือ คณะทำงาน โดยจะอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระที่เหลือของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

26.4 มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญหรือ การประชุมใหญ่วิสามัญ

26.5 มีอำนาจและหน้าที่ บริหารกิจการของสมาคมฯ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของสมาคมฯ

26.6 มีหน้าที่ จัดให้การประชุมใหญ่วิสามัญตามที่สมาชิกสามัญ จำนวน 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด หรือสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 100 คน ได้เข้าชื่อร้องขอ ให้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

26.7 มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับ การเงิน ทรัพย์สิน และการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคมฯ ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และจัดเก็บตามข้อ 17.3 วรรคสอง ข้อ 17.4 วรรคสามและอื่นๆ เพื่อสามารถจะให้สมาชิกตรวจสอบได้เมื่อสมาชิกร้องขอ

26.8 มีหน้าที่ จัดทำบันทึกต่างๆ ของสมาคมฯ เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน และจัดส่งให้สมาชิก ได้รับทราบ

26.9 มีหน้าที่ จัดสรรงบประมาณให้คณะกรรมการ ใช้ในการดำเนินกิจการในหน้าที่

26.10 มีหน้าที่ อื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

ข้อ 27. อำนาจ และหน้าที่ของคณะกรรมการ

27.1 มีอำนาจและหน้าที่ กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ การบริหารกิจการสมาคมฯของคณะกรรมการบริหาร ตามที่กำหนดในข้อบังคับ

27.2 ให้นำความตามข้อ 26.3, 26.4, 26.10 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อ 28. คณะกรรมการบริหารจะต้องประชุมกันไม่น้อยกว่า 2 เดือนต่อครั้ง ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคมฯ

ข้อ 29. การประชุมคณะกรรมการบริหาร จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุม ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุม ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

การประชุมคณะกรรมการบริหาร ผู้ใด มีส่วนได้เสีย ในเรื่องใดๆ ผู้นั้น จะออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้นมิได้

ข้อ 30. ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ให้นายกสมาคมฯ เป็นประธานในที่ประชุม ในกรณีที่ นายกสมาคมฯ ไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อุปนายก ตามลำดับเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าอุปนายก ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานในการประชุม

ข้อ 31. การแจ้งกำหนดนัดประชุมคณะกรรมการบริหาร ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมให้คณะกรรมการบริหารได้ทราบ ทุกคน และ การแจ้งจะต้องทำเป็นหนังสือ โดยจัดส่งทางไปรษณีย์ หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุ วัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจนโดยจะต้องแจ้ง ให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดวันประชุม

การแจ้งตามวรรคหนึ่ง จะต้องส่งสำเนาวาระการประชุม รายงานการประชุม และบัญชีรับจ่าย บัญชีงบดุล (ถ้ามี) ไปด้วย

ข้อ 32. การประชุมคณะกรรมการ ให้นำความตาม ข้อ 28 ถึง ข้อ 31 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมวดที่ 4 การประชุม

ข้อ 33. การประชุมใหญ่ ของสมาคมฯ มี 2 ประเภท คือ

33.1 การประชุมใหญ่สามัญ

33.2 การประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ 34. คณะกรรมการบริหารจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญไม่น้อยกว่า ปีละ 1 ครั้ง อย่างน้อยภายใน เดือนเมษายน ของทุกปี

ข้อ 35. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้โดยเหตุที่คณะกรรมการบริหาร หรือคณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น ตามข้อ 26.4 หรือสมาชิกสามัญร้องขอตามข้อ 14.2.7

คณะกรรมการบริหารหรือคณะกรรมการ แล้วแต่กรณี จะต้องจัดให้มีการประชุม ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

ข้อ 36. การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ ให้เลขาธิการ(กบ.หรือ กส. แล้วแต่กรณี)เป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกสามัญได้ทราบ ทุกคน และ การแจ้งจะต้องทำเป็นหนังสือ โดยจัดส่งทางไปรษณีย์ และหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยระบุ วัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจนโดยจะต้องแจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกำหนดวันประชุม

การแจ้งตามวรรคหนึ่ง จะต้องส่งสำเนาวาระการประชุม รายงานการประชุม และบัญชีรับจ่าย บัญชีงบดุล ไปด้วย

ข้อ 37. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุม อย่างน้อยดังต่อไปนี้

37.1 แถลงผลการดำเนินงาน ที่ผ่านมาในรอบปี

37.2 แถลงบัญชี รายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุล ของปีที่ผ่านมา ให้สมาชิกได้รับทราบ

37.3 แต่งตั้งผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าตอบแทน

37.4 เลือกตั้งนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการ เมื่อครบวาระ (ถ้ามี)

37.5 เรื่องอื่นๆ (ถ้ามี)

ข้อ 38. ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญ จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม หากสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ให้คณะกรรมการ หรือคณะกรรมการบริหาร แล้วแต่กรณี ของสมาคมฯ เรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งโดยจัดให้การประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ นัดประชุมครั้งแรกสำหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ ถ้าสมาชิกสามัญ เข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใด ให้ถือว่าครบองค์ประชุม

ยกเว้น ถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่เกิดจากการร้องขอของสมาชิกสามัญ ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหม่ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก

อนึ่ง ในการประชุมใหญ่ทุกคราวถ้าสมาชิกสามัญไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ สมาชิกสามัญจะมอบฉันทะ ให้บุคคลอื่น เข้าร่วมประชุม และออกเสียงลงคะแนนแทนได้

ข้อ 39. การลงมติใดๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานฯ ในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนายกสมาคมฯ หากผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกสมาคมฯ ได้รับคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ทำการลงคะแนนใหม่เฉพาะผู้ลงสมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเท่ากันเท่านั้น

ข้อ 40. ในการประชุมใหญ่ของสมาคมฯ ให้นำความตาม ข้อ 30 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่หากกรรมการไม่มี หรือไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามรถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกสมาชิกคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ 41. การเงิน และทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารเงินสดของสมาคมฯ ถ้ามีให้ฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์

ข้อ 42. การลงนามในตั๋วเงิน และเช็คของสมาคมฯ จะต้องลงนาม ระหว่างนายกสมาคมฯ และเหรัญญิก หรือนายกสมาคมฯและเลขาธิการพร้อมประทับตราของสมาคมฯ จึงจะ ถือว่าสมบูรณ์

ข้อ 43. ให้นายกสมาคมฯ มีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมฯ ได้ครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน)

ถ้าเกินกว่าจำนวนตามวรรคหนึ่ง จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร แต่ได้ครั้งละ ไม่เกิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน)

อนึ่ง การสั่งจ่ายเงิน ตามโครงการ ให้คณะกรรมการบริหาร มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้ ตาม ระเบียบว่าด้วยการบริหารโครงการสมาคมฯโดยให้เป็นไปตามสัญญา แต่ไม่เกินร้อยละ 35 ของมูลค่าโครงการนั้น

ถ้าเกินกว่าจำนวนตามวรรคสองและสาม จะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคมฯ

ข้อ 44. ให้เหรัญญิก มีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมฯได้ไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาท)

ถ้าเกินกว่าจำนวนตามวรรคหนึ่ง จะต้องนำฝากกับธนาคารพาณิชย์ ในบัญชีของสมาคมฯ ทันที ในโอกาสที่อำนวย

ข้อ 45. เหรัญญิก จะต้องสรุปการทำบัญชี ตามข้อ 17.4

ข้อ 46. การทำนิติกรรมใดๆ ในนามสมาคมฯ จะต้องให้ ฝ่ายกฎหมาย ตรวจสอบก่อน และต้องผ่านความเห็นชอบ ของคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ

ข้อ 47. ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่คณะกรรมการ คณะกรรมการบริหาร และเจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ 48. ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารเกี่ยวกับการเงิน และทรัพย์สิน จาก คณะกรรมการบริหาร หรือ เจ้าหน้าที่ของสมาคมฯ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชี และทรัพย์สินของสมาคมฯ ได้

ข้อ 49. คณะกรรมการบริหาร จะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ

ข้อ 50. ข้อบังคับของสมาคมฯ จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น มติที่ประชุมใหญ่ จะต้องมีคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญ ที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

หมวดที่ 7 การเลิกสมาคมฯ

ข้อ 51. การเลิกสมาคมฯ จะเลิกได้โดยมติที่ประชุมใหญ่ ของสมาคมฯ เว้นแต่ เป็นการเลิกเพราะเหตุ ของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมจะต้องไม่น้อยกว่า 50 คน ของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ 52. เมื่อสมาคมฯ ต้องเลิกไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมฯ ที่เหลืออยู่ หลังจากได้ชำระบัญชีแล้ว ให้โอนไปให้แก่องค์กรสาธารณกุศลซึ่งเป็นนิติบุคคลไทย ตามมติที่ประชุมใหญ่

บทเฉพาะกาล

ข้อ 53. ให้นายกสมาคมฯ ยื่นขออนุญาต จดทะเบียนข้อบังคับฉบับนี้ กับทางราชการภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ มีมติจากที่ประชุมใหญ่

ข้อ 54. ข้อบังคับฉบับนี้ ให้ใช้บังคับ นับถัดจากวันที่ ได้รับจดทะเบียนจากทางราชการ

ข้อ 55. คำสั่ง ระเบียบใด ที่ใช้อยู่ก่อนข้อบังคับฉบับนี้ ใช้บังคับ เท่าที่ไม่ขัด หรือแย้ง กับข้

11 กุมภาพันธ์ 2559