ลูกเป็ดตามมังกร


ลงวันที่ :: 28 พฤษจิกายน 2559 จำนวนผู้เข้าดู :: 352
ลูกเป็ดตามมังกร

 





เรื่อง :      รวิศ หาญอุตสาหะ 
                กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด


    ต้นแบบในการทำธุรกิจนั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นธรรมดาที่เราจะต้องพบอุปสรรคระหว่างเดินทางไปหาความฝันของเรา เราเองจะได้เข้าใจว่าเมื่อเจออุปสรรคแล้ว คนที่เคยต่อสู้กับมันจนสำเร็จมาแล้วนั้นเขาทำกันอย่างไร
 
    หนึ่งในต้นแบบของนักธุรกิจที่ผมอยากเป็นคือ คุณทศ จิราธิวัฒน์ CEO ของ Central Group และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท Central Retail Corporation จำกัด 
คุณทศ จิราธิวัฒน์ ถือเป็นหนึ่งในหัวหอกของครอบครัวจิราธิวัฒน์ที่ขยายอาณาจักรค้าปลีกต่อจากคุณสัมฤทธฺ์ จิราธิวัฒน์ บิดาของคุณทศ จนกระทั่งวันนี้ Central Group ถือเป็นผู้เล่นสำคัญของธุรกิจค้าปลีกในภูมิภาคเอเชีย

    ผมได้ติดต่อคุณทศ เพื่อขอสัมภาษณ์โดยเรียนท่านว่าอยากได้แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับคอนเซ็ปต์ของหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ท่านอื่นที่มีความฝันยิ่งใหญ่เอาไว้ให้เดินตาม
เวลา 40 นาทีกับมังกรทางธุรกิจนั้นมีค่ามากมายมหาศาลครับ และสิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้นอกจากน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อตัวผมเองไม่น้อยทีเดียว 

    ผมจะขอเล่าใน  version แบบเรียบเรียงจากคำสัมภาษณ์ในภาษาแบบของผมแล้วกันนะครับ 

    ในช่วงแรกเราคุยกันเรื่องแนวคิดที่ตัวคุณทศคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นสิ่งที่คุณทศยึดถือเป็นหัวใจทั้งในเรื่องการทำงานและเรื่องส่วนตัว คุณทศเล่าว่าโดยทั่วไปในของการวางกรอบทางความคิด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของทุกเรื่องนั้น เราจะต้องเริ่มจากจุดปลายทางก่อนแล้วค่อยๆ  work back กลับมาสู่จุดเริ่มต้น ซึ่งก็หมายความว่า เวลาจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องมีการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและทุกๆ การกระทำของเราจะต้องสอดคล้องต่อการเดินไปสู่เป้าหมายนั้น คุณทศให้คำนิยามผมเป็นภาษาอังกฤษว่า “always begin  with the end in mind” 

    เป็นแนวคิดที่ คม สั้น และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง คุณทศบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องงาน แต่ยังรวมถึงเรื่องส่วนตัว คนที่จะสามารถประสบความสำเร็จทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวได้นั้นจะต้องมองเห็นเป้าหมายของตัวเองที่สว่างและชัดเจนอยู่ตลอดเวลา อันนี้ผมเปรียบเทียบเองว่า เป้าหมายก็เปรียบเสมือน billboard ขนาดใหญ่สว่างไสวที่อยู่ข้างหน้าเรา แม้เราจะล้มลุกคลุกคลานแค่ไหนระหว่างทาง แต่เราต้องมุ่งมั่นที่จะเดินไปตามทางที่จะไปถึง billboard นี้ได้ ไม่ใช่ออกซ้ายออกขวาหรือออกทะเลไป 

    สิ่งนี้แม้จะเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายๆ แต่คุณทศได้บอกกับผมว่า คนทั่วไปจำนวนมากใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แบบยังไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเพราะชีวิตของเรามีเวลาจำกัด ดังนั้นถ้าเราเสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เราไม่สู่จุดมุ่งหมายของชีวิตของเราแล้ว โอกาสที่เราจะเดินถึงปลายทางความฝันของเราจึงริบหรี่เพราะเวลามีค่าที่สุด เมื่อหมดไปแล้วเอากลับมาไม่ได้อีก 

    แต่คนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะทำธุรกิจหรือเป็น professional จะมองภาพตัวเองออก ในอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าออกตั้งแต่วันนี้เลยว่า ว่าอยากมีรายได้เท่าไร อยากมีชีวิตแบบไหน และทุกๆ วันของชีวิตเขาจะมุ่งไปสู่จุดหมายนี้ ไม่ใช่แค่ปล่อยให้ชีวิตเกิดขึ้นและจบลงไปวันๆ

    ส่วนตัวผมคิดว่าแนวคิดนี้ แม้เรียบง่ายแต่ต้องใช้วินัยและความอดทนสูงมากที่จะไม่โดนคลื่นของชีวิตถาโถมเข้าใส่ทำให้เราโซซัดโซเซและลืมจุดหมายของเราไป

    เราคุยกันต่อเรื่อง SME ว่าคุณทศมีมุมมองอย่างไรกับธุรกิจ SME ของประเทศไทย และมีอะไรที่คิดว่าสามารถจะทำให้อัตราความประสบความสำเร็จของ SME เพิ่มสูงขึ้นได้ 

    คุณทศบอกว่า SME ที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็นประเด็นหลัก คุณทศยกตัวอย่าง ประเทศอิตาลีกับญี่ปุ่น ซึ่งมี SME เยอะ โดยเฉพาะ SME ที่ขนาดค่อนข้างเล็กและสืบทอดกันมาหลาย generation และยังคงอยู่อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการรักษาคุณภาพที่ต่อเนื่อง ไม่ทิ้งปรัชญาเรื่องคุณภาพไปเพียงเพื่อหวังกำไรระยะสั้น 

    การที่สามารถจะรักษาธุรกิจให้อยู่ได้นาน เรื่องคุณภาพ สำคัญที่สุด ถ้าเราสามารถส่งมอบคุณภาพที่ดีและสม่ำเสมอให้ลูกค้าได้ ธุรกิจก็อยู่ได้แน่นอน โดยเรื่องราคาไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในประเทศที่เจริญแล้วตลาดเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น ในประเทศไทยเองคนมีรายได้เยอะขึ้นและการให้ความสำคัญต่อเรื่องคุณภาพของผู้บริโภคนับวันมีแต่จะสูงขึ้น

    สิ่งที่สำคัญที่ SME คือต้องเข้าใจเรื่องอัตราส่วนความสำเร็จว่า ทำ 10 สำเร็จ 3 ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะความสำเร็จแค่ 3 จะ cover ส่วนที่เสียไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องความกล้าเสี่ยงที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ ก็เป็นองค์ประกอบแห่งความสำเร็จที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ความกล้าเสี่ยงจึงเป็นคุณสมบัติอันสำคัญ และแน่นอนว่าต้องมีการประเมินความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรารับได้เช่นกัน ไม่ใช่เสี่ยงจนเจ๊งแบบนี้ก็ไม่ไหว 

    เราคุยกันต่อในประเด็นเรื่องสิ่งที่คุณทศเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานเกือบ 30 ปีว่าอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งคุณทศบอกว่าความเข้าใจเรื่องเงินสำคัญที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วดัชนีชี้เป็นชี้ตายที่สำคัญของธุรกิจ การทำธุรกิจมันจะกลับมาอยู่ที่เรื่อง cash flow เพียงเรื่องเดียว เรื่องกำไรหรือขาดทุนยังเป็นเรื่องรอง

    เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่นักธุรกิจเป็นจำนวนมากไม่เข้าใจเรื่องของ cash flow และที่หนักไปกว่านั้น คือไม่ยอมดูหรือปฏิเสธที่จะทำความเข้าใจด้วย 

    เอาแบบง่ายๆ แค่ดูเงินเข้าออกในบัญชีธนาคารในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ถ้าเงินเข้าน้อยกว่าเงินออก หรือเงินไม่เพิ่ม โดยเราไม่มีเหตุผลรองรับ แปลว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแล้ว เพราะงบการเงินทั้ง balance sheet และ income statement ไม่ได้บอกอะไรพวกนี้ ส่วน cash flow statement ก็อาจจะซับซ้อนเกินไปในการแสดงประเด็นเรื่อง cash flow ที่สำคัญ (เท่าที่ผมทราบมาหลายบริษัทยังไม่มี monthly cash flow statement เลยด้วยซ้ำ)

    การจะทำธุรกิจให้อยู่รอดได้นั้น เราต้องรู้ว่าปีนี้ทั้งปีเงินจะออกไปไหนบ้างและจะเข้ามาเมื่อไรบ้าง การทำประมาณการล่วงหน้า 1-3 ปี จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น และต้องมีการ monitor ตลอดเวลาเพราะธุรกิจที่เจ๊งส่วนใหญ่  90 เปอร์เซ็นต์ ที่คุณทศเห็นมักจะเกิดขึ้นจากการการขาดสภาพคล่องนั้นเอง เพราะพอเกิดปัญหาสภาพคล่องแล้วทุกอย่างจะติดขัดไปหมด และจะเกิดการพันเป็นลูกโซ่ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับตัวกิจการเลยว่าจะดีไม่ดี ธุรกิจที่มีกำไรดีถ้าขาดสภาพคล่องหนักๆ ก็เจ๊งได้เหมือนกัน

    สิ่งที่ต้องระวังต่อไปคือ พวกที่ success แล้วเหลิง พอเหลิงแล้วก็เริ่มกู้แล้วคิดการใหญ่ คือกู้ อันนี้คือ cash flow ระบบที่สอง เพราะจะมีภาระเรื่องดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง  การลงทุนที่ไม่ถูกต้องใน stage ที่มีการกู้มานั้น ของที่ดียังเจ๊งได้เลย เพราะเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดไม่ได้เกี่ยวกับกับตัวกิจการ

    เราเห็นกิจการที่ดีๆ แต่ลงทุนผิดพลาด เจ๊งอย่างรวดเร็วมามากมายแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะกู้ไม่ได้แต่ต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของ cash flow แม้ผู้บริหารระดับสูงในบริษัทหลายบริษัทก็ยังไม่เข้าใจเรื่อง cash flow แม้จะสามาถบริหารกิจการได้ดี แต่เมื่อสถานการณ์ไม่ปกติมาถึงก็สามารถที่จะล้มได้เหมือนกัน 

    แล้วก็ยังมีนักธุรกิจหลายคนที่คิดว่าเมื่อธนาคารอนุมัติปล่อยกู้แล้วโครงการนั้นจะ feasible โดยทั้งๆ ที่เรื่องจริงๆไม่ใช่แบบนั้น เพราะการปล่อยกู้ของธนาคาร มีผู้บริหารหลายคนที่ไม่เข้าใจในประเด็นนี้แค่คิดว่าแบงก์อนุมัติมาก็น่าจะแปลว่าโครงการนั้นน่าจะสำเร็จ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายต่อกิจการมาก

    ตรงนี้ชัดเจนและทำให้ตัวผมเองต้องกลับไปประเมินสถานการณ์ cash flow ของบริษัทกันอีกรอบ เพราะหลายครั้งเองผมก็ยุ่งกับเรื่องอื่นโดยลืมที่จะดูเรื่องนี้ไปทั้งที่เรื่องนี้สำคัญที่สุดจริงๆ อย่างที่คุณทศว่า

    ผมถามความเห็นคุณทศในประเด็นที่มีแต่คนกล่าวถึงเยอะมากทุกวันนี้คือเรื่องของ AEC ว่าคุณทศมองเรื่องนี้อย่างไรบ้าง คุณทศบอกว่า AEC เป็นสุดยอด opportunity ของประเทศไทย หรือพูดกลับกันถ้าไม่มี AEC ประเทศไทยอาจจะแย่ แต่การดู AEC ต้องแยกเป็นส่วนๆ เช่น สิงคโปร์มาเลเซีย นี่จะมีผลกระทบน้อย ส่วนอินโดนีเซีย ซึ่งมีขนาดประชากรที่ค่อนข้างใหญ่และสามารถพึ่งพาการบริโภคภายในได้โฟกัสสำหรับประเทศไทยเราจึงเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา  โดยเฉพาะเวียดนามและเมียนมา

    ถ้าหากเรามองการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยรวมจะพบว่า เวียดนามนั้นตามหลังไทยประมาณ 15-20 ปี พม่านั้นประมาณ 25-30 ปี

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจของไทยในอดีตก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในเวียดนามและพม่าอีกครั้งหนึ่ง ประสบการณ์ในอดีตที่เราประสบพบเจอมาจึงมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งในสองประเทศนี้

    พูดง่ายๆ ว่าเราได้เล่นเกมนี้อีกสองรอบ

    ฟังประโยคนี้ไปแล้วผมอึ้งไปเล็กน้อยและทำให้รู้ได้เลยว่าทำไมคุณทศ ถึงก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจระดับแนวหน้าของภูมิภาคนี้ได้ เพราะน้อยคนนักจะมีวิสัยทัศน์ที่สุดยอดเช่นนี้

    คุณทศกล่าวถึงประเด็นคือเรื่อง economy of scale กับ AEC โดยถ้ารวมสี่ประเทศใกล้เราๆ ที่เราคุ้นเคยกับกายภาพทางธุรกิจดีอยู่แล้ว คือ เวียดนาม พม่า กัมพูชา ลาว เราเรียกได้ว่าเป็นผู้นำของกลุ่มนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเรามีความพร้อมที่สุด

    เราสามารถ lead ทั้งภูมิภาคนี้ให้โตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่งได้ อีกอย่าง ความเป็นไทยในภูมิภาคนี้ไม่ต้องการ introduction มาก เพราะเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว และก็ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งและเนื่องจากเราไม่ได้ advance เกินไป ช่วงห่างมันพอดีๆ กัน ไม่ได้ห่างกันมากเกินไปอย่าง อเมริกา ญี่ปุ่น หรือ สิงคโปร์ ทำให้การนำของเราจะทำได้ง่ายกว่า พูดง่ายๆ ว่าสี่ประเทศนี้มีความสามารถและรายได้ที่จะสามารถ afford ของเราได้ เพราะ gap ตรงนี้ไม่ใหญ่มาก จึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยกันสร้างประชาคมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และเป็น win win solution สำหรับทุกประเทศ

    ทั้งหมดนี้คือบทสรุปที่แม้จะสั้นแต่ผมคิดว่าข้อคิดจากคุณทศนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งและถ้าได้รับการนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสม เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนแน่นอนครับ

 

 

ผู้เขียน :: Admin