กรณ์ แชร์ประสบการณ์ขาย ข้าว ?อิ่ม? ตันละ 25,000บาท ทำได้อย่างไร


ลงวันที่ :: 3 พฤษจิกายน 2559 จำนวนผู้เข้าดู :: 672
กรณ์ แชร์ประสบการณ์ขาย ข้าว ?อิ่ม? ตันละ 25,000บาท ทำได้อย่างไร

 

 ?กรณ์? แชร์ประสบการณ์ขาย ข้าว ?อิ่ม? ตันละ 25,000บาท ทำได้อย่างไร
กรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
        ที่มา “ในหลวง”ประทานแนวคิดแก้ปัญหาราคาข้าว เมื่อ 30 ปี 
       
       “กรณ์ จาติกวณิช” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการเขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ส่วนตัว เกี่ยวกับ การทำธุรกิจ ขายข้าว ภายใต้แบรนด์ “อิ่ม” ซึ่งได้เริ่มขายข้าว อิ่ม มาปีนี้ เป็นปีที่ 3 โดยได้ร่วมกับ ชาวนาในจังหวัดมหาสารคาม
       
       “กรณ์” บอกว่า เนื่องจากวันนี้ เกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ก็เลยอยากจะนำประสบการณ์มาแชร์ และต้องการที่จะชักชวนชาวนา ให้หันมาทำข้าวถุง จำหน่ายเอง ขายตรงถึงผู้บริโภค แทนที่จะขายข้าวเปลือกให้กับโรงสี ด้วยสมมติฐานที่จะเป็นการตัดขั้นตอนเพื่อให้ชาวนามีราคาขายที่สูงขึ้น
       
       ทั้งนี้ กรณ์ บอกว่า การแก้ปัญหาข้าวราคาต่ำ นั้น พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้คงเคย รับสั่ง “ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าแบงค์ชาติ เมื่อ 30 ปีก่อน หน้านี้ 

 ?กรณ์? แชร์ประสบการณ์ขาย ข้าว ?อิ่ม? ตันละ 25,000บาท ทำได้อย่างไร
        ดร.ประสาร เล่าว่า เมื่อ ๓๐ ปีก่อนนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงรับสั่งกับดร. ประสาร (ในฐานะนักเรียนทุนมหิดล) เมื่อพระองค์ทราบว่า ไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์มา และตอนนั้นกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องตลาดข้าว พระองค์ทรงให้ข้อคิดว่า เรื่องข้าว พอจะมีแนวทางที่จะเพิ่มมูลค่าได้หรือไม่ ตอนนั้นปี 2524 ความจริงซูเปอร์มาร์เก็ตยังไม่ค่อยมี แต่พระองค์ทรงมองการณ์ไกลมาก ทรงตรัสว่า ข้าวแทนที่จะขายเป็นถุงหรือเป็นกระสอบ ความจริงน่าจะนำมาทำแพ็คเกจจิ้ง ทำเรื่องการตลาด ซึ่งจะทำให้ราคาสูงขึ้นได้ ขณะที่ช่วงเวลานั้นยังไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย
       
       กรณ์ เล่าว่า ตนเองเพิ่งได้อ่านเรื่องนี้ เลยทำให้ลงมือปฏิบัติตาม แต่ดูเหมือนว่าช้าไปเกือบ ๓๐ ปี แต่ก็ได้พยายามทำตามแนวพระราชดำรัสด้วยการทำข้าว 'อิ่ม' กับชาวบ้านในจังหวัดมหาสารคาม เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา และเนื่องจากราคาข้าวตกตํ่ามาก จึงชักชวนให้ชาวนาขายข้าวถุง โดยตรงผู้บริโภค แทนที่จะขายข้าวเปลือกให้กับโรงสี ด้วยสมมติฐานว่าจะเป็นการตัดขั้นตอนเพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้ในราคาที่สูงขึ้น
       
       สำหรับแนวคิด ของการทำ ข้าว 'อิ่ม' ซึ่งช่วยทำให้ชาวนาในโครงการสามารถขายข้าวได้ตันละ 25,000 บาท เทียบกับราคาตลาดที่ประมาณ 8,000 บาท โดยผมจะขอแชร์ความคิดจากประสบการณ์ที่ทำเรื่องนี้มาสามปี ดังนี้ 

 ?กรณ์? แชร์ประสบการณ์ขาย ข้าว ?อิ่ม? ตันละ 25,000บาท ทำได้อย่างไร
        ก่อนอื่นหากจะทำให้สำเร็จ เงื่อนไขสำคัญคือ 1. คุณภาพสินค้าต้องดี (เพราะผู้บริโภคมีสินค้าให้เลือกเยอะ) 2. ทุนหมุนเวียนต้องมี (เพราะการขายปลีกหมายถึงรายได้จะค่อยๆเข้ามาตามที่ขายได้ ต่างกับการเหมาขายให้โรงสีที่จะมีเงินเข้ามาเป็นเงินก้อนทันที) 3. ต้องเข้าถึงตลาดได้ (นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด)
       
       ทั้งนี้ การทำตามเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อ ไม่ใช่เรื่องง่าย มีประเด็นท้าทายมากมาย เช่น
       
       1. การรวมตัวชาวนาให้มีเอกภาพเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้รวมตัวกันได้คือเรื่องผลประโยชน์และการมีผู้นำหมู่บ้านที่ดี ผลประโยชน์ในที่นี้คือผลจากการขายข้าว ซึ่งต้องให้ความมั่นใจกับชาวนาว่าข้าวสารของเขาจะขายได้แน่ และขายได้ในราคาที่ดีกว่าการขายให้โรงสี
       
       2. การขายข้าวให้ได้ราคาต้องเป็นข้าวมีคุณภาพ ซึ่ง 'คุณภาพ' ในที่นี้หมายถึงทั้งพันธุ์ข้าวและวิธีการปลูกที่ควรปลอดการใช้สารเคมี การโน้มน้าวให้ชาวนาเปลี่ยนกรรมวิธีเพื่อให้ได้ 'คุณภาพ' เป็นเรื่องที่ท้าทาย
       
       3. เรื่องทุนสำคัญครับ เพราะชาวนารายเล็กจะยากจน เขารอรับเงินไม่ได้ และพร้อมขายเหมาถูกๆเพื่อแลกกับการได้เงินเร็ว 

 ?กรณ์? แชร์ประสบการณ์ขาย ข้าว ?อิ่ม? ตันละ 25,000บาท ทำได้อย่างไร
        4. เราขายข้าว 'อิ่ม' ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆได้ แต่จะทำอย่างไรให้ชาวนาทุกคนมีช่องทางแบบนี้? กระบวนการมีรายละเอียดค่อนข้างมาก เช่นสินค้าต้องมี อย. ต้องมีการบริหาร logistic ต้องมีคนเช็คสต๊อก ฯลฯ และที่สำคัญชาวนาทุกกลุ่มจะหวังว่าสินค้าของตนจะเข้าห้างได้คงยาก จึงต้องมียุทธศาสตร์อื่นด้วย
       
       5. การขายผ่าน e-commerce ยังมีปัญหาเรื่องการขนส่ง หากส่งทางไปรษณีย์มีต้นทุนกิโลละ ๓๐ บาท ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับราคาข้าว
       
       นอกจากนี้ยังมีประเด็นปลีกย่อย (ที่ล้วนสำคัญ) อีกมากมาย เช่นหากไม่ขายโรงสีแล้วจะสีข้าวอย่างไร หากสีเองจะได้มาตรฐานหรือไม่ การแพ็คถุงก็มีประเด็นตั้งแต่การลงทุนซื้อเครื่องแพ็คไปถึงการจัดคิวแรงงานแพ็คของ
       
       โดยสรุปงานชาวนาจะเพิ่มมากขึ้นเยอะ แต่เขาจะไม่เกี่ยงงานหากเขามั่นใจว่าจะได้ในราคาขายที่ดีขึ้นมาก ซึ่งหากพิจารณาตามราคาปลีกทั่วไปทุกวันนี้ของข้าวที่ไม่เป็นพรีเมี่ยม จะเห็นว่าราคาไม่เป็นแรงจูงใจที่เพียงพอนัก 

 ?กรณ์? แชร์ประสบการณ์ขาย ข้าว ?อิ่ม? ตันละ 25,000บาท ทำได้อย่างไร
        ทั้งหมดนี้จะเห็นว่ารัฐมีส่วนช่วยได้ในทุกขั้นตอน ขอให้มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่จะช่วยให้ชาวนาพึ่งพาตนเองได้ ยกตัวอย่างเช่น การช่วยสร้างแบรนด์ท้องถิ่น การรับซื้อเพื่อใช้ในโรงเรียนหรือสถานพยาบาลของรัฐ การจัดสรรงบเพื่อชาวนาลงทุนในอุปกรณ์ ฯลฯ หรือแม้แต่แนวคิดที่ดูเหมือนอาจจะฉีกแนว เช่นการสำรองโควต้าการขายข้าวถุงให้ชาวนา และยุทธศาสตร์นั้นต้องรวมถึงการยกระดับสินค้าให้เป็นพรีเมี่ยม การแปรรูป และการสร้างรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากข้าว

ผู้เขียน :: Admin